วิธี เทรดดัชนี

คู่มือฉบับสมบูรณ์

การเทรดอนุพันธ์ในดัชนีอาจเป็นส่วนเสริมอันมีค่า
ให้กับชุดเครื่องมือของเทรดเดอร์ โดยนำเสนอการกระจายความเสี่ยง สภาพคล่อง
ต้นทุนการทำธุรกรรมที่ต่ำลง และการเข้าถึงตลาด
ในรูปแบบที่ประหยัดเวลาได้มากขึ้น

ซื้อขายดัชนีหลักทั่วโลก

ดัชนี คืออะไร?

โดยพื้นฐานแล้วดัชนีคือการวัดประสิทธิภาพด้านราคาของหุ้นกลุ่มหนึ่งๆ จากตลาดหลักทรัพย์ การเทรดดัชนีเกี่ยวข้องกับการเทรดตามทิศทางของตลาดนั้น โดยการซื้อหรือขายตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงดัชนีนั้น

ดัชนีมีการคำนวณสองวิธี:

  1. ตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทที่ประกอบกัน ซึ่งให้น้ำหนักกับบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า ตัวอย่างเช่น ดัชนี S&P 500 ซึ่งติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 500 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกา
  2. อ้างอิงจากราคาหุ้นของบริษัทที่ประกอบกัน ซึ่งให้น้ำหนักกับบริษัทที่มีราคาหุ้นสูงกว่า ตัวอย่างหนึ่งคือ Nikkei225 ซึ่งติดตามหุ้นบลูชิพ 225 อันดับแรกที่เทรดในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว

ทำไมต้องเทรด ดัชนี?

การเทรดดัชนีหมายถึงการซื้อและขายตราสารทางการเงินที่ติดตามผลงานของกลุ่มหุ้นหรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ แทนที่จะติดตามหลักทรัพย์รายตัว

ตัวอย่างเช่น การเทรดสัญญา futures S&P 500 (US500) ทำให้เทรดเดอร์สามารถเทรดได้โดยพิจารณาว่ามูลค่ารวมของบริษัทเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

เทรดด้วยเลเวอเรจ: ที่ HFM คุณสามารถเทรด CFD ในดัชนีหลักๆ ของโลก เช่น FTSE 100 (UK100) และ DAX (GER40) ด้วยเลเวอเรจสูงสุด 1:500

การดำเนินการที่รวดเร็วเป็นพิเศษและข้อกำหนดมาร์จิ้นต่ำ: ซื้อขายดัชนีกับ HFM ด้วยเลเวอเรจสูงสุด 1:500 สเปรดต่ำ การป้องกันยอดคงเหลือติดลบ การดำเนินการที่รวดเร็วเป็นพิเศษและเงื่อนไขการซื้อขายที่ได้รับรางวัลอื่นๆ

การกระจายพอร์ตการลงทุน: ติดตามดัชนีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เช่น S&P500 และ Dow Jones Industrial Average (US30) เพื่อให้ได้พอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น และเข้าถึงตลาดที่ดัชนีเหล่านี้เป็นตัวแทนได้อย่างสมดุล และรับประโยชน์จากแนวโน้มตลาดโดยรวม แทนที่จะพึ่งพาผลงานของหุ้น CFD แต่ละตัว

การเปิดรับความเสี่ยงทั้งภาคส่วนในคราวเดียว: ดัชนีเป็นตัวแทนของตลาดหรืออุตสาหกรรมทั้งหมด และวัดผลการดำเนินงานโดยรวมของหุ้นทั้งหมดที่รวมอยู่ในดัชนี การเข้าถือสถานะในดัชนีจะช่วยให้เทรดเดอร์เทรดโดยพิจารณาว่าเหตุการณ์สำคัญๆ จะส่งผลกระทบต่อหุ้นที่สำคัญที่สุดในเศรษฐกิจหรือภาคส่วนนั้นๆ อย่างไร

ซื้อและขาย - เทรดได้ทั้งตอนที่ราคาขึ้นและลง: เทรดเดอร์สามารถซื้อ (ขายแบบ long) หากเชื่อว่ามูลค่าของดัชนีจะเพิ่มขึ้น หรือขาย (ขายแบบ short) หากเชื่อว่ามูลค่าจะลดลง สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือการซื้อขายดัชนีอาจมีความซับซ้อน นักลงทุนควรพิจารณาวัตถุประสงค์การลงทุน การยอมรับความเสี่ยง และสถานะทางการเงินอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขายประเภทนี้

อะไรส่งผลต่อ
ราคาดัชนี?

มีปัจจัยหลายประการที่สามารถส่งผลต่อมูลค่าของสินทรัพย์ในดัชนีและส่งผลกระทบต่อราคาของดัชนีนั้นเอง
ปัจจัยบางประการ ได้แก่:

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ

อัตราเงินเฟ้อ การเติบโตของ GDP ตัวเลขการจ้างงาน และการใช้จ่ายของผู้บริโภคสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อมูลค่าสินทรัพย์และราคาดัชนี

รายได้ของบริษัทและผลการดำเนินงานทางการเงิน

สุขภาพทางการเงินของบริษัทต่างๆ รวมถึงรายงานผลประกอบการและตัวชี้วัดทางการเงิน ส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้น

ผลการดำเนินงานของภาคส่วน

ดัชนีได้รับผลกระทบจากผลการดำเนินงานของภาคส่วนที่ส่วนประกอบของดัชนีสังกัด โดยได้รับอิทธิพลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจที่สร้างสรรค์ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ และปัจจัยอื่นๆ

อัตราดอกเบี้ย

การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อราคาดัชนี อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักทำให้การกู้ยืมมีราคาแพงขึ้น และอาจทำให้กำไรของบริษัทลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่การลดลงของราคาดัชนี

เหตุการณ์ทางการเมืองและระดับชาติ

เหตุการณ์ต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง สงคราม ข้อพิพาท และข้อตกลงทางการค้า อาจส่งผลกระทบต่อดัชนี ตัวอย่างเช่น การปราบปรามทางกฎระเบียบในบางอุตสาหกรรม หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทต่างๆ ภายในดัชนี

ความรู้สึกของตลาด

ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุน (ทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย) ก็สามารถมีบทบาทต่อราคาดัชนีได้เช่นกัน หากผู้มีส่วนร่วมในตลาดส่วนใหญ่เชื่อว่าตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น พวกเขาอาจซื้อหุ้นมากขึ้น ส่งผลให้ราคาดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากความเชื่อมั่นเปลี่ยนเป็นลบ นักลงทุนอาจขายหุ้นออก ส่งผลให้ราคาดัชนีลดลง

วิธีเทรด ดัชนี?

เรียนรู้วิธีเทรดดัชนีกับ HFM มีหลายเหตุผลที่ทำให้ตลาดดัชนีได้รับความนิยมอย่างมาก มีดัชนีให้เลือกมากมาย เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ และความสามารถในการเทรดออนไลน์ทำให้ตลาดนี้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

เทรดดัชนียอดนิยมในรูปแบบอนุพันธ์โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์จริง พร้อมบริการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วัน ใช้มาร์จิ้นต่ำ และสามารถเทรดได้ทั้งราคาขึ้นและลง ใน HFM โดยดัชนีมีให้บริการสำหรับการเทรดทั้งแบบ Spot และ Futures

ศูนย์การเรียนรู้โดย HFM นั้นเต็มไปด้วยทรัพยากรเพื่อให้ความรู้ทั้งแนวคิดและกลยุทธ์พื้นฐานที่คุณจำเป็นต้องใช้ในการเริ่มต้นเทรด

ก่อนเริ่มเทรด คุณจะต้องทำตามขั้นตอนเหล่านี้ เปิดบัญชี บัญชีเทรดจริง และเริ่มเทรดหุ้นได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที:

ลงทะเบียน

ลงทะเบียนกับ HFM โดยกรอกแบบฟอร์มออนไลน์พร้อมใส่ข้อมูลโปรไฟล์ของคุณได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก

ฝากเงินเข้าบัญชี

ฝากเงินเข้าบัญชีเทรดของคุณ โดยเราขขอรับรองว่าง่าย เร็ว และปลอดภัยแน่นอน

เริ่มเทรดเลย

ง่ายแค่นี้เอง! คุณก็จะสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ทุกประเภทและเริ่มเทรดได้ดัชนีได้แล้ว

เมื่อใดที่ควรเทรด ดัชนี?

เวลาที่ดีที่สุดในการเทรดดัชนีขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเทรดของคุณ เทรดเดอร์บางคนมองหาความผันผวนและใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งในตลาดให้มากที่สุด ในขณะที่บางคนชอบตลาดที่มีเสถียรภาพมากกว่าซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่า และสามารถใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของตลาดได้มากที่สุด

ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพคล่องและความสัมพันธ์กับตลาดอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาเมื่อพยายามระบุเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเทรดตลาดดัชนี

ต่อไปนี้เป็นช่วงเวลายอดนิยมที่เทรดเดอร์เลือกเข้าและออกจากตลาดดัชนี:

รายงานผลประกอบการ

รายงานผลประกอบการ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เป้าหมายที่ล้มเหลว หรือการล่มของตัวเลขสำคัญ ล้วนส่งผลให้เกิดความผันผวนทั้งในอุปสงค์และราคาดัชนี

การทับซ้อนของตลาด

ดัชนีมีการเทรดมากที่สุดในช่วงเวลาทับซ้อนระหว่างเซชันของสหรัฐฯ และลอนดอน (14:30-16:30 GMT) เนื่องจากเป็นช่วงที่มีปริมาณการเทรดสูงสุดและมีความผันผวนสูง

ในช่วงเปิดและปิดตลาดยุโรป

เนื่องจากเซสชัน ลอนดอน/ยุโรป เป็นเซสชันการเทรดที่ใหญ่ที่สุดจากสามเซสชันเทรด การเริ่มต้นหรือสิ้นสุดเซสชันนี้จึงมักเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการตัดสินใจเทรด เนื่องจากตลาดจะทรงตัวหลังจากที่ตลาดเปิดและมีสัญญาณรบกวนและแน้วโน้มของตลาดชัดเจนขึ้นเมื่อสิ้นวัน ซึ่งเป็นเวลาที่นักลงทุนสถาบันมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด

รายงานผลประกอบการ

รายงานผลประกอบการ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เป้าหมายที่ล้มเหลว หรือการล่มของตัวเลขสำคัญ ล้วนส่งผลให้เกิดความผันผวนทั้งในอุปสงค์และราคาดัชนี

การทับซ้อนของตลาด

ดัชนีมีการเทรดมากที่สุดในช่วงเวลาทับซ้อนระหว่างเซชันของสหรัฐฯ และลอนดอน (14:30-16:30 GMT) เนื่องจากเป็นช่วงที่มีปริมาณการเทรดสูงสุดและมีความผันผวนสูง

ในช่วงเปิดและปิดตลาดยุโรป

เนื่องจากเซสชัน ลอนดอน/ยุโรป เป็นเซสชันการเทรดที่ใหญ่ที่สุดจากสามเซสชันเทรด การเริ่มต้นหรือสิ้นสุดเซสชันนี้จึงมักเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการตัดสินใจเทรด เนื่องจากตลาดจะทรงตัวหลังจากที่ตลาดเปิดและมีสัญญาณรบกวนและแน้วโน้มของตลาดชัดเจนขึ้นเมื่อสิ้นวัน ซึ่งเป็นเวลาที่นักลงทุนสถาบันมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด

ฉันสามารถใช้แพลตฟอร์มอะไรเทรดดัชนีได้บ้าง?

เทรดดัชนีได้บนทุกแพลตฟอร์มของเรา! เทรดดัชนี CFD บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ของเรา และแอป HFM โดยเราขอรับประกันว่าเทรดเดอร์ทุกท่านจะสามารถเทรดได้ในแบบสไตล์ที่ต้องเองชอบที่สุด ในที่ที่ชอบที่สุด และบนอุปกรณ์ที่เลือกเอง

คำถามที่พบบ่อย

คุณสามารถเริ่มต้นซื้อขายดัชนีกับ HFM ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที! เปิดบัญชีซื้อขายจริงได้ง่ายๆ เพียงกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ง่ายๆ และกรอกข้อมูลโปรไฟล์ของคุณ เติมเงินเข้าบัญชีซื้อขายของคุณโดยใช้วิธีใดวิธีหนึ่งที่รวดเร็ว ง่ายดาย และปลอดภัยของเรา และเข้าถึงสินทรัพย์หลากหลายประเภทของเราเพื่อเริ่มต้นใช้งาน!

HFM นำเสนอประเภทบัญชีที่ไม่มีเงินฝากขั้นต่ำ เรายังเสนอเลเวอเรจสูงสุด 1:500 สำหรับดัชนีของเรา รวมถึงสเปรดที่ต่ำ การป้องกันยอดคงเหลือติดลบ และการดำเนินการที่รวดเร็วเป็นพิเศษ โปรดดูหน้าบัญชีซื้อขายของเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อขายดัชนีขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การซื้อขายของคุณ เทรดเดอร์บางคนมองหาความผันผวนและใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งในตลาดให้มากที่สุด ในขณะที่บางคนชอบตลาดที่มีเสถียรภาพมากกว่าซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่า และสามารถใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของตลาดได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพคล่องและความสัมพันธ์กับตลาดอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาเมื่อพยายามหาเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเทรดตลาดดัชนีของคุณ

เทรดดัชนีได้บนทุกแพลตฟอร์มของเรา! เทรดดัชนี CFD บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ของเรา และแพลตฟอร์ม HFM บนแอป HFM แพลตฟอร์มยอดนิยมและทรงพลังเหล่านี้รับประกันว่าเทรดเดอร์ทุกคนสามารถเทรดได้ตามสไตล์ที่ต้องการ ในสถานที่โปรด และบนอุปกรณ์ที่ตนเลือก

ดัชนีที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ได้แก่:

  1. S&P 500: S&P 500 เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักหุ้นแบบ Free Float ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 500 แห่งในสหรัฐอเมริกา ดัชนีนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ดีที่สุด และเป็นหนึ่งในดัชนีที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก
  2. แนสแด็ก: แนสแด็ก (NASDAQ หรือ US100) คือดัชนีของบริษัท 101 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก ดัชนีนี้ประกอบด้วยบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทที่มุ่งเน้นการเติบโตจำนวนมาก และเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนที่สนใจในธุรกิจเหล่านี้
  3. ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์: ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า "ดาว" เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักราคาหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ 30 แห่งในสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในดัชนีตลาดหุ้นที่เก่าแก่และได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก
  4. FTSE 100: FTSE 100 เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของบริษัทบลูชิพ 100 แห่งที่มีมูลค่าหลักทรัพย์สูงซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ถือเป็นดัชนีอ้างอิงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในตลาดหุ้นสหราชอาณาจักร
  5. ดัชนี Nikkei 225: ดัชนี Nikkei 225 เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักราคาหุ้นของบริษัทจำนวน 225 บริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ดัชนีนี้ถือเป็นดัชนีอ้างอิงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในตลาดหุ้นญี่ปุ่น
  6. DAX: DAX คือดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของบริษัทบลูชิพชั้นนำ 40 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ตในประเทศเยอรมนี DAX ถือเป็นดัชนีอ้างอิงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในตลาดหุ้นเยอรมนี

ดัชนีเหล่านี้เป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนเนื่องจากดัชนีเหล่านี้มีการแสดงภาพรวมของตลาดหุ้นได้กว้างขวาง และสามารถใช้ติดตามผลงานของภาคส่วนและอุตสาหกรรมต่างๆ ได้